01 มกราคม 2542

เงินสกุลยูโรใหม่

1 มกราคม 2542
เป็นวันแรก ที่เงิน ยูโร หรือ เงินสกุลใหม่ ของโลก เริ่มออก สู่ตลาด และ เป็นจุด เริ่มต้น ที่น่า จับตาว่า เงินสกุลใหม่ จะมีผลต่อ การค้า ระหว่าง ประเทศ อย่างไร เงินสกุลใหม่ จะเป็น ผลดีต่อ ระบบ การเงินโลก หรือ จะเป็นผลดี เฉพาะประเทศ ผู้เป็น สมาชิกประชาคมยุโรปเท่านั้น
ในแวดวง เงินตราโลกโดยปกติแล้ว จะไม่ค่อย เปลี่ยนแปลง เว้นแต่ ถ้าหาก ประเทศ ทรงอิทธิพล ทางด้านเศรษฐกิจ มีปัญหา วิกฤติ การเปลี่ยนแปลง มักจะ เกิดขึ้นเสมอ นัยว่าเป็น การหา ทางออก ที่ดีที่สุด เพื่อ ระบบเศรษฐกิจ ของตน
ในปี 2485 (ผลพวงจากสงครามโลก) อังกฤษให้ John Meynard Keynes ร่างแผน การจัด ระบบ การเงิน ของโลก ขณะเดียวกัน สหรัฐให้ Harry Dexter White ร่างแผน การจัดตั้ง กองทุนรักษาเสถียรภาพ (Stabilizer Funds) และ ธนาคาร ระหว่าง ประเทศ เพื่อ การบูรณะ และ พัฒนา (IBRD) และ ทั้งสอง เสมือนตัวแทน ของ อเมริกากับยุโรป ได้มี โอกาส พบปะกัน ในอีก 1 ปี ถัดมา
สองปีให้หลัง หรือ ปี 2487 ประเทศพันธมิตร 44 ประเทศ ที่มิใช่ คอมมิวนิสต์ ประชุม ร่วมกัน ที่เมือง Bretton Woods รัฐนิวแฮมเชียร์ สหรัฐอเมริกา และผล ของการประชุม ทำให้เกิด ระบบ Bretton Woods ขึ้นมาใช้ ในแวดวง การค้าระหว่าง ประเทศ
สาระสำคัญ ของ Bretton Woods คือ การจัดตั้ง สถาบันการเงิน ระหว่าง ประเทศ ได้แก่ IMF, World Bank (ตาม ข้อเสนอของ White (สหรัฐ) และ กำหนด ระบบอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ โดยใช้ระบบ Fixed Rate ในครั้งแรก แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็น ระบบลอยตัว (Floating) ทั้งนี้ ชั้นต้น กำหนดค่า เสมอภาค ของเงินดอลลาร์ ไว้กับทองคำ ในอัตรา 35 US$/OUNCE โดยประเทศ อื่นๆ กำหนดค่า เสมอภาค ของตน ไว้กับ เงินดอลลาร์ และ สหรัฐ มีพันธะ ผูกพัน ที่จะซื้อ หรือ ขายทองคำ ในอัตราทางการ
หลังจาก ตกลง และ ปฏิบัติ กันแล้ว ผลปรากฏว่า ในช่วงปี 2487-2501 จึงเป็น ช่วงความ รุ่งเรือง ด้านเศรษฐกิจ ของสหรัฐ และ อิทธิพล ของสหรัฐ ครอบงำ ไปทั่วโลก สหรัฐ ช่วยฟื้นฟู เศรษฐกิจ ยุโรปตะวันตก ผ่าน ธนาคารโลก และ เข้ายึดครอง ญี่ปุ่น เป็นการ ชั่วคราว
ช่วงเวลา ดังกล่าวนั้น ทั่วโลก ใช้เงินดอลลาร์ กันอย่าง กว้างขวาง เหมือนกับ สมัย Gold Standard จะใช้เงินปอนด์ เป็นสำคัญ อย่างไร ก็ดี ในขณะที่ เงินดอลลาร์เฟื่องนั้น ประเทศต่างๆ ในยุโรป ได้ลด ค่าเงิน ของตนเองลง
ความเคลื่อนไหว บนพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ปรากฏว่า สหรัฐ เริ่มขาดดุล การค้า เป็นครั้งแรก คือ ขาดดุล ในปี 2493 และ มาขาดดุล การค้า ระดับรุนแรง ในปี 2501 ช่วงนี้ ทำให้ ประเทศ ในยุโรปตะวันตก เริ่มมองเห็น ความจริงว่า ต่างมีเงินดอลลาร์ มากเกินไป จึงได้ นำเงินดอลลาร์ ไปแลกเป็น ทองคำ กับสหรัฐ และขนกลับ ประเทศ และ เมื่อเป็น เช่นนี้ สภาคองเกรสสหรัฐ จึงได้ออก กฎหมาย ยกเลิก การใช้ ทองคำ หนุนหลักการ ออกเหรียญกษาปณ์ ในประเทศ เพื่อ ให้มีทองคำ เพียงพอที่ประเทศอื่นๆ จะมาแลกคืน
ช่วงปี 2502-2514 เป็นช่วงที เงินดอลลาร์ ล้นตลาด หลายประเทศ มีความรู้สึกว่า รัฐบาลสหรัฐ พิมพ์เงิน ดอลลาร์ ออกมาใช้ มากกว่าทองคำ สำรองที่มีอยู่ กอปรกับ สหรัฐ ขาดดุล การค้าอย่างหนัก ต่างไม่ค่อย ไว้วางใจ ทำให้ ในปี 2511 สหรัฐ ประชุม ฉุกเฉิน เพื่อ พิจารณาปัญหา ที่ประเทศต่างๆ ขอไถ่ถอน ทองคำคืน ซึ่ง หามาตรการ ต่างๆ มาแก้ไขปัญหา รวมทั้ง ได้มี กฎหมาย ห้ามคนอเมริกัน มีทองคำ ไว้ในครอบครองด้วย
สหรัฐ ได้กำหนด อัตราแลกเปลี่ยน มาตรฐาน ทองคำ ออกเป็น 2 ระบบ (Two-tier Gold-pricing System) โดย ระบบแรก เป็นระบบ ทางการ กำหนด ค่าเงินดอลลาร์ ไว้เท่ากับ 35 US$/OUNCE สำหรับ ธนาคารกลาง ประเทศต่างๆ แลกเปลี่ยน ส่วนอีก ระบบเป็น ระบบราคาซื้อขายทองคำ ของเอกชน ให้ยกเลิก อัตรา ดังกล่าว แต่ปล่อยให้ ราคา เคลื่อนไหวไป ตามกลไกตลาด (อย่างไรก็ตาม ระบบใหม่ อยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องยกเลิกไป)
แม้จะมี การใช้มาตรการ ดังกล่าว แล้วก็ตาม ก็มีการเปลี่ยนแปลง ติดตามมา เพราะ ขณะนั้น สหรัฐ เอาตัวเอง เข้าสู่สงคราม ในเวียดนาม และ ต้องใช้จ่าย เป็น เงินจำนวนมาก ทำให้ สหรัฐ ขาดดุล การค้ารุนแรงขึ้น ซึ่งดูเหมือน จะ ซ้ำรอยเดิม ในอดีต เพราะ ความเชื่อถือ ในเงิน ดอลลาร์ ลดลง จุดนี้ สหรัฐ ก ็มองเห็น ทำให้ ประธานาธิบดี นิกสัน สหรัฐ ประกาศ "นโยบาย เศรษฐกิจใหม่" (NewEconomic Policy) ด้วยการ ยกเลิก การกำหนด ค่าเงิน ดอลลาร์ ไว้ตายตัว กับทองคำ ในเดือน สิงหาคม 2514 ซึ่งนั่น เท่ากับว่า ระบบ Bretton Woods มีอัน ต้องเลิกล้มไป
ในเดือนธันวาคม ปี 2514 กลุ่มประเทศ ที่เรียกตนเอง ว่า "GROUP OF TEN" (เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สวีเดน แคนาดา อังกฤษ และสหรัฐ) ได้ประชุมกัน ที่สถาบัน Smithsonian Agreement และมี ข้อตกลง ดังนี้ สหรัฐ ตกลง ที่จะกำหนด ราคาดอลลาร์ ไว้กับ ทองคำที่ 38 US$/OUNCE แต่จะ ไม่ให้แลก ดอลลาร์ กลับเป็น ทองคำโดยเสรี อีกต่อไป
ส่วนประเทศต่างๆ ที่เข้า ประชุม จะปรับ ค่าเงินสกุล ของตน ให้สูงขึ้น เพื่อแก้ ปัญหา และ เงินดอลลาร์ จะลดค่าลงไป 12% ทั้งนี้ ยอมให้ อัตรา แลกเปลี่ยน เคลื่อนไหว ขึ้นลงได้ บวกลบ 2.25% จากค่าเสมอ ภาคใหม่ ที่กำหนด แต่อย่างไร ก็ดี ระบบใหม่นี้ มีอายุสั้นมาก เพราะ ขณะนั้น เงินดอลลาร์ ไม่ได้ รับความเชื่อถือ จากประชาคม ต่างประเทศ และกลางปี 2515 เงินปอนด์สเตอร์ลิง เลิกกำหนด ค่าเงินตายตัว ไว้กับดอลลาร์สหรัฐ เดือนกุมภาพันธ์ 2516 ประเทศสหรัฐ ได้ประกาศ ลดค่าเงิน ไปอยู่ที่ระดับ 42.22 US$/OUNCE และ ในเดือน มีนาคม ถัดมา หลายประเทศ ได้ปล่อยให้ ค่าเงินสกุล ของตน ลอยตัว โดยเสรี (ไทยยังผูกกับค่าเงินดอลลาร์ และ ระยะต่อมา ได้นำ ระบบตะกร้าเงิน มาใช้ และ เมื่อกรกฎาคม ปี 2540 ไทย ประกาศ ลอยตัวค่าเงินบาท)
บนความเปลี่ยนแปลง ระบบการเงิน ดังกล่าว และ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่า เมื่อระบบ Bretton Woods ออกมาใช้ใน ช่วงต้นๆ เศรษฐกิจ สหรัฐ ดีวันดีคืน และ ต่อมาไม่นาน สหรัฐ เริ่มขาดดุล การค้า ทำให้ บรรดา ประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก เริ่มวิเคราะห์ ปัญหา อย่างจริงจัง เพราะ เห็นชัดว่า ดอลลาร์ ล้นตลาด ขณะที่ สหรัฐ ขาดดุลการค้า และ เชื่อกันว่า สหรัฐพิมพ์ ดอลลาร์ มากกว่าทองคำ หนุนหลัง ทำให้ ยุโรป เริ่มที่จะ แสวงหา ความมั่นคง ทางด้าน เศรษฐกิจ ให้กับ ประเทศ ของตนเอง และ หลายประเทศ ในยุโรปตะวันตก เห็นว่า ทางออกที่ดี ยุโรป น่าจะรวมกัน ผนึกกัน อย่างเหนียวแน่น และ พึ่งกลุ่มตนเอง เป็นเบื้องต้น
การรวมตัวกัน เป็น ประชาคมยุโรป (European Community : EC) จึงเกิดขึ้นในปี 2510 (ทำให้ สหรัฐจัดประชุม ฉุกเฉินภายใน และ ประกาศใช้ ระบบ Two-Tier Gold-pricing System ดังกล่าว ข้างต้น) มีสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบิร์ก จุดมุ่งหมาย ขณะนั้น คือ จะยึดถือ หลักการ ของการค้าเสรี และ มุ่งที่จะลด อุปสรรค ด้านภาษี และ อุปสรรค ที่มิใช่ภาษี ระหว่างกัน เป็นสำคัญ
ต่อมาใน ปี 2529 ได้พัฒนา มาอีกระดับ โดยร่วม ลงนาม ในกฎหมาย ยุโรปเดียว (Single European Act) โดยสมาชิก เพิ่มเป็น 12 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก อังกฤษ ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก กรีซ สเปน และโปรตุเกส
เป้าหมายหลัก คือ กำหนดให้ ประเทศ สมาชิก ต้องปรับปรุง กฎระเบียบ ภายในประเทศ ที่แตกต่างกัน ให้เป็น ไปใน ทิศทาง เดียวกัน และ ให้มีการ เคลื่อนย้าย ประชากร สินค้า และ บริการ และ เงินทุน อย่างเสรี เพื่อประโยชน์ สูงสุด ต่อการค้า การลงทุน
จากความสำเร็จ ดังกล่าว ทำให้ สมาชิก ได้ขยาย ความร่วมมือ ขึ้นไปอีกระดับ คราวนี้ ได้มีการ ลงนาม ในสนธิสัญญา การรวมตัว เป็นยุโรปเดียว (Treaty of the European Union) หรือ สนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht Treaty) ในปี 2536 โดย สาระสำคัญ คือ กำหนดแนวทาง การรวมตัวกัน เป็นสหภาพเศรษฐกิจ และ การเงิน (Economic and Monetary Union : EMU) และ หลังจาก สมาชิก 12 ประเทศ ได้ให้สัตยาบัน (รับรอง) สนธิสัญญา ดังกล่าว ส่งผลให้ "ประชาคมยุโรป" เปลี่ยนมาเป็น "สหภาพยุโรป" (European Union : EU) ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นมา (ภายหลังมีสมาชิกรวม 15 ประเทศ)
การเป็น สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU) ทำให้ ประเทศสมาชิก มีการประสาน นโยบาย ทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่อง ของอัตรา แลกเปลี่ยน เพื่อสู่ เป้าหมาย เงินตราสกุลเดียว (Single Currency) คือ ECU (European Currency Unit) หรือ ชื่อทางการว่า "เงินสกุลยูโร (Euro)" ในปี 2542
นอกจาก จะมีเงิน สกุลใหม่แล้ว ยังมุ่ง เป้าหมายในการที่จะมี ธนาคารกลาง ของสหภาพยุโรป (European Central Bank : ECB) ด้วย ซึ่ง ในปัจจุบัน คือ สถาบัน ทางการเงินยุโรป (European Monetary Institute) ที่ตั้งอยู่ นคร-แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศ เยอรมนีนั่นเอง ทั้งนี้ มีบุนเดสแบงก์ เป็นผู้นำ ในการกำหนด นโยบาย ด้านการเงิน ที่สำคัญ
เงินยูโร ที่เริ่มใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ที่ผ่านมานั้น จะยัง ไม่ใช้ กับสมาชิก สหภาพยุโรป ทุกประเทศ แต่จะนำ มาใช้ แทนเงิน สกุลท้องถิ่นใน 11 ประเทศสมาชิก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เบลเยียม อิตาลี สเปน ไอร์-แลนด์ ฟินแลนด์ โปรตุเกส ออสเตรีย ลักเซมเบิร์ก และ ฝรั่งเศส ส่วน 4 ประเทศ ที่เหลือมี 3 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เดนมาร์ก และ สวีเดน ขอสงวนสิทธิ์ ยังไม่เข้าร่วม ส่วนกรีซ มีความประสงค์ จะเข้าร่วม แต่มีคุณสมบัติไม่ถึง หลักเกณฑ์ ความมีเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจ
หลักการใช้เงินยูโรนั้น จะใช้แทนที่เงิน ECU ซึ่ง ตามบัญชี ที่มีอยู่เดิม เงิน ECU จะมีค่า เท่ากับ เงินยูโร ในอัตรา 1:1 ในช่วง 3 ปี ของการปรับเปลี่ยน เพื่อใช้เงินยูโร (Transition Period) คือ ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2542-31 ธันวาคม 2544 ซึ่ง ช่วงดังกล่าวนี้ การทำธุรกรรม ต่างๆ จะเลือกใช้เงิน ได้ทั้ง เงินยูโร และ เงินสกุลท้องถิ่น ของแต่ละประเทศ แต่เมื่อเข้าปี 2545 แล้ว สัญญา ที่เป็น เงินสกุลท้องถิ่น จะถูกเปลี่ยน เป็นเงินยูโร โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ใน 11 ประเทศ นั้น ต้องเปลี่ยนเป็น ธนบัตร และ เหรียญกษาปณ์ใหม่ ภายใน 6 เดือน นับจาก วันที่ 1 มกราคม 2542

ไม่มีความคิดเห็น:

คลังบทความของบล็อก